มหันตภัยเงียบ! ใครชอบเปิดไฟนอน..เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ (รู้แล้วแชร์ต่อ)

ว่ากันว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ชอบเปิดไฟทิ้งไว้ระหว่างที่ตัวเองนอนหลับ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกันออกไป บางคนไม่ชอบความมืด บางคนก็เปิดไว้เพื่อความปลอดภัย

หรืออย่างในครอบครัวที่เพิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมีเทวดาหรือนางฟ้าตัวน้อยๆ ด้วยแล้ว แทบจะเกินครึ่งเลยก็ว่าได้ที่ต้องเปิดไฟเอาไว้ตลอดทั้งคืน ด้วยความห่วงใยและเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าตัวน้อยในเรื่องต่างๆ

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าแสงเรืองรองของหลอดไฟนี้มันมีอันตรายมากมายแอบแฝงอยู่ วันนี้จึงขอนำเสนอมหันตภัยเงียบของการนอนเปิดไฟมาฝากท่านผู้อ่านทั้งหลายกัน

จากการศึกษาของ Journal Nature พบว่าการปล่อยให้เด็กๆ นอนหลับทั้งที่เปิดไฟทิ้งไว้ อาจส่งผลต่อพัฒนาการของตาเด็ก โดยพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงต่อการมีอาการสายตาสั้นเมื่อเติบโตขึ้น

โดยผลการวิจัยดังกล่าวยังสอดคล้องกับงานจาก University of Pennsylvania Medical Center และ The Children?s Hospital of Philadelphia ที่ได้ศึกษากลุ่มเด็กจำนวน 479 คน พบว่าร้อยละ 55 ของเด็กที่เริ่มเปิดไฟนอนตั้งแต่มีอายุไม่ถึง 2 ปี มีอาการสายตาสั้น และตรวจพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 2-16 ปี ในขณะที่กลุ่มเด็กที่เปิดไฟสลัวๆ นอนตั้งแต่ก่อนอายุ 2 ปี ร้อยละ 34 เท่านั้นที่มีอาการสายตาสั้น ส่วนกลุ่มเด็กที่ปิดไฟนอนพบอาการสายตาสั้นเพียงร้อยละ 10

จากการศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นการสนับสนุนงานวิจัยเดิมจากห้องปฏิบัติการที่แสดงให้เห็นว่า แสงมีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของดวงตา โดยระบุด้วยว่าแม้แสงเพียงเล็กน้อยก็สามารถเล็ดลอดผ่านหนังตาเข้าไปในดวงตาขณะที่กำลังหลับได้ และส่งผลให้ดวงตายังคงต้องทำงานอยู่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารกซึ่งมีพัฒนาการอันรวดเร็ว

ส่วนในผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน มีการค้นพบว่าหากคุณเปิดไฟทิ้งไว้ยามพักผ่อน คุณอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ เพราะมีการศึกษาเกี่ยวกับการเปิดไฟนอนพบว่าส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งได้ เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากกรดอะมิโนโดยต่อมไพเนียลในสมอง มีหน้าที่คอยปรับสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาท

เมื่อร่างกายไม่ได้แสงสว่าง ฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะเริ่มหลั่งออกมา และจะทำให้ร่างกายเริ่มช้าลง สังเกตว่าเวลาปิดไฟแล้วถึงได้ง่วงนอน นอกจากนี้ลูกตาและระบบกระเพาะลำไส้ก็ผลิตเมลาโทนินเช่นกัน ซึ่งจะมีการหลั่งออกมามากเวลาที่รับประทานอาหาร จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเราถึงมีอาการง่วงหลังจากรับประทานอาหาร และคุณสมบัติของเมลาโทนินอีกอย่างคือสามารถละลายได้ในน้ำและไขมัน จึงทำให้เซลล์ต่างๆ ดูดซึมได้ง่าย

นอกจากนี้เมลาโทนินสามารถต่อต้านอนุมูลอิสระและยังเป็นยาขับธาตุเหล็กระดับน้อยได้อีกด้วย เมลาโทนินมีสรรพคุณเหมือนกับวิตามินซีที่สามารถค้นหาเซลล์ที่ผิดปกติหรือที่เรียกว่าอนุมูลอิสระ และเข้าไปสร้างสมดุลของระดับออกซิเจนในเซลล์ที่โดนสารพิษทำร้าย

เนื่องจาก 75%ของเซลล์มะเร็งเกิดจากปฏิกิริยาที่ถูกสารพิษทำลายและขาดออกซิเจน ทำให้ DNAนั้นถูกทำร้าย ด้วยเหตุนี้เมลาโทนินจึงมีบทบาทสำคัญมากที่เข้าไปในเซลล์นั้นและปรับสภาพสิ่งแวดล้อมของเนื้องอกร้ายให้มีออกซิเจนเพิ่มขึ้นและทำให้เนื้อมะเร็งไม่สามารถอยู่ได้

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว เชื่อว่าคุณผู้อ่านทั้งหลายแม้กระทั่งผู้ที่กลัวผีไม่กล้าปิดไฟนอนมาแรมปี คงถึงเวลาปิดไฟนอนกันเสียที เพราะระหว่างกลัวผีกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพร่างกาย คุณคงรู้ดีที่สุดว่าควรเลือกสิ่งใด ซึ่งนอกจากการปิดไฟนอนจะส่งผลดีต่อร่างกายของเราแล้ว อย่างน้อยๆ ก็เป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทาง ที่สำคัญประหยัดค่าไฟอีกต่างหากจริงไหม…!!!

ขอขอบคุณข้อมูลที่มาจาก ladybkk

Facebook Comments