10 ผลไม้ “มะเร็งไม่ชอบ” กินเยอะๆ หายแน่นอน👇(รายละเอียด)

follow link กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า

بيع اسهم الرياض 1.มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

http://theiu.org/?alisa=%D9%85%D9%86-%D8%A7%D9%84%D8%B3%D9%87%D9%84-%D8%A7%D9%84%D8%B1%D8%A8%D8%AD-%D8%AE%D9%8A%D8%A7%D8%B1-%D8%AB%D9%86%D8%A7%D8%A6%D9%8A-%D8%AA%D8%AD%D9%85%D9%8A%D9%84-%D9%85%D8%AC%D8%A7%D9%86%D9%8A&00c=43

go site มะม่วงน้ำดอกไม้มีคุณสมบัติต่างๆมากมายที่มีประโยชน์ต่อตัวเรา ประโยชน์จากต้นมะม่วงน้ำดอกไม้และส่วนต่างๆอย่างเช่น ผลที่สดแก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ส่วนที่เป็นผลสดแก่ สามารถนำมารับประทานแก้คลื่นไส้ วิงเวียน กระหายน้ำได้ มะม่วงน้ำดอกไม้ผลสุก นอกจากจะได้ทานเนื้อมะม่วงแล้ว เมล็ดตากแห้งนำมาต้ม แล้วเอามาดื่ม สามารถแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมาะกับหลากหลายอายุ เพราะมีประโยชน์ต่อตัวเราทั้งนั้นเลย ใบมะม่วงน้ำดอกไม้ ใช้ 15-30 กรัม ต้มแล้วนำมาดื่ม

http://investingtips360.com/?klaystrofobiya=%D9%87%D9%84-%D8%AA%D9%86%D8%B5%D8%AD%D9%88%D9%86%D9%8A-%D8%A7%D8%B4%D8%AA%D8%B1%D9%8A-%D9%81%D9%8A-%D8%A7%D8%B3%D9%87%D9%85-%D8%A7%D9%84%D8%B1%D8%A7%D8%AC%D8%AD%D9%8A&5a4=08 هل تنصحوني اشتري في اسهم الراجحي

click here ช่วยแก้การลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาการท้องอืด นอกจากนั้นเรายังสามารถนำน้ำมาล้างแผลภายนอกได้อีกด้วย เปลือกของต้นมะม่วงน้ำดอกไม้ นำมาต้มอีกเช่นเคย แก้ไข้แก้ตัวร้อนได้อย่างดี อีกอย่างเปลืองมะม่วงดิบนำมาคั่วกับน้ำตาล แก้อาการปวดเมื่อย ปวดท้องประจำเดือนได้อีกด้วย นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้จะช่วยรักษา ไข้ ตัวร้อน แก้ท้องอืด แก้ปวดประจำเดือนแล้ว ยังสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้ก่อเกิดมะเร็งได้อีกด้วย เพราะในมะม่วงมี วิตามินซี วิตามินอี และแอโรทีน ซึ่งสามตัวนี้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระให้ค่ะ ดังนั้นแล้วมะม่วงน้ำดอกไม้ถือเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากจริง ๆ ค่ะ

http://parts.powercut.co.uk/?risep=%D8%A7%D9%84%D8%AE%D9%8A%D8%A7%D8%B1%D8%A7%D8%AA-%D8%A7%D9%84%D8%AB%D9%86%D8%A7%D8%A6%D9%8A%D8%A9-%D8%A7%D9%84%D8%AA%D8%AF%D8%A7%D9%88%D9%84-%D8%A3%D8%AF%D9%86%D9%89-%D8%A5%D9%8A%D8%AF%D8%A7%D8%B9&eb3=b6 2.มะเขือเทศราชินี

التجارة العلمية للاسهم

go to site มะเขือเทศราชินี เป็นผักผลไม้ที่มีไลโคปีน(Lycopene) สูง โดยไลโคปีนก็คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ อันมีสาเหตุเกิดขึ้นจากการทำลายของเซลล์ เช่น โรคมะเร็ง ยืนยันได้จากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร “Canadian Medical Association Journal” นอกจากในมะเขือเทศดังกล่าวจะมีไลโคปีนสูงแล้ว ยังมีสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds) สารที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดี และทางคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เขตพระนคร

http://www.livingwithdragons.com/?printers=%D8%A7%D9%84%D8%AE%D9%8A%D8%A7%D8%B1%D8%A7%D8%AA-%D8%A7%D9%84%D8%AB%D9%86%D8%A7%D8%A6%D9%8A%D8%A9-autotrader-Xposed&c5b=7e

go to site ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการศึกษาเรื่อง “ผลของสายพันธุ์ต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์การต้านออกซิเดชั่นของมะเขือเทศราชินี” โดยพบว่าในมะเขือเทศราชินีสุก 4 สายพันธุ์ ซึ่งได้แก่ สายพันธุ์ 12005 12034 C40 และ G50 ก็พบว่า มะเขือเทศราชินีสายพันธุ์ C40 จะมีสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds) ซึ่งเป็นสารที่ทรงพลังมากที่สุดในการต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยสารนี้จะมีบทบาทในการต่อต้านโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดีนั่นเอง เพราะฉะนั้น หากกินมะเขือเทศราชินีอยู่เป็นประจำ ย่อมช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้อย่างแน่นอน

here 3.มะละกอสุก

source link

follow link  

http://parts.powercut.co.uk/?risep=%D8%A7%D9%84%D8%AE%D9%8A%D8%A7%D8%B1%D8%A7%D8%AA-%D8%A7%D9%84%D8%AB%D9%86%D8%A7%D8%A6%D9%8A%D8%A9-%D8%A5%D9%8A%D8%AF%D8%A7%D8%B9-%D8%A8%D8%A7%D9%8A-%D8%A8%D8%A7%D9%84&1a9=b7 มะละกอ (Papaya) เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองหรือส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสด และนำไปปรุงอาหาร แต่สิ่งที่เรามักใช้ประโยชน์กับมะละกอมากที่สุด ก็คงจะเป็นผล

http://gl5.org/?prikolno=%D9%85%D9%86%D8%B5%D8%A9-%D8%A7%D9%84%D9%81%D9%88%D8%B1%D9%83%D8%B3&8c1=54 มะละกอที่กินได้ทั้งสุก และดิบ ผลดิบก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง นอกจากส้มตำแล้วก็ยังนำไปต้ม หรือนึ่งกินกับน้ำพริกชนิดต่าง ๆ จะนำไปผัดกับไข่ หรือจะแกงส้มมะละกอก็อร่อยไม่น้อย ส่วนผลสุกนั้นต้องถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพได้เลยทีเดียว เพราะในผลสุกนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน A B1 B2 แคลเซียม และที่สำคัญคือ สารเบตาแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุง และทำให้ผิวพรรณดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยชะลอความแก่ และริ้วรอยก่อนวันอันควร แถมยังช่วยบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย แก้กระหายน้ำ บำรุงโลหิต บำรุงระบบประสาท บำรุงสายตา และที่สำคัญมะละกอสุกนั้น ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีแก้ท้องผูก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ที่สำคัญไปมากกว่านั้นมะละกอสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะมะละกอเป็นอาหารที่มีเส้นใยสูง ในร่างกายของคนเรานั้นต้องการอาหารเส้นใจมากถึงวันละ 20 กรัม เส้นใยมีประโยชน์ ในการไปจับกับสารก่อมะเร็งแล้วจะขับออกทางอุจจาระได้

see url 4.กล้วยไข่

สำหรับกล้วยไข่ พบว่ามีประโยชน์สูง โดยมีวิตามินอี เบต้าแคโรทีน และวิตามีนซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง หรือทำให้เกิดการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อ รวมทั้งโรคตาต้อกระจกได้ ผลการวิจัยพบว่าในกล้วยไข่ 1 ผล

ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 40 กรัม มีเบต้าแคโรทีน 108 ไมโครกรัม มีวิตามินอี 0.19 มิลลิกรัม วิตามินซี 4 มิลลิกรัม และให้พลังงาน 44 กิโลแคลอรี่ ในการกินนั้น แนะนำให้กินกล้วยไข่แทนข้าวได้ 2 ผล เด็กกินได้ 1-2 ผล จะต้องลดปริมาณข้าวลง เพราะกล้วยไข่ 2 ผลเท่ากับข้าว 1 ทัพพี หากแปรรูปทำเป็นกล้วยไข่อบแห้ง จะต้องไม่ใส่น้ำตาล หากนำไปทอดให้ระวังเรื่องน้ำมัน ส่วนการเชื่อมต้องระวังเรื่องความหวาน โดยเด็กสามารถกินกล้วยฉาบแทนขนมกรุบกรอบได้ เพราะมีประโยชน์มากกว่า

5.มะม่วงยายกล่ำ

มะม่วงสายพันธุ์นี้ เป็นพันธุ์โบราณที่นิยมปลูกเฉพาะถิ่นอย่างแพร่หลายในแถบ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นานแล้ว ส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อเก็บผลกินในครัวเรือนเพียงอย่างเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเนื้อสุกมีรสชาติหวานรับประทานอร่อยมาก ผลดิบรสเปรี้ยวจัดสับเป็นฝอยๆคั้นเอาเฉพาะน้ำแทนน้ำมะนาวปรุงอาหารได้ โดยเฉพาะยำเนื้อสามารถใส่ทั้งน้ำและเนื้อได้เลยรับรองว่ารับประทานแล้วจี๊ดจ๊าดแซ่บจริงๆ หรือจะสับเป็นฝอยๆปรุงเป็นส้มตำมะม่วงมีกลิ่นหอมเปรี้ยวโชยเข้าจมูกชวนให้น้ำลายสอดีมาก ส่วนที่มาของชื่อ ได้รับการบอกเล่าจากชาวบ้านย่านที่ปลูก “มะม่วงยายกล่ำ” ว่า ต้นแรกของมะม่วงดังกล่าวเป็นของผู้หญิงชื่อ “ยายกล่ำ” ปลูกเก็บผลกินในครัวเรือนนานมากแล้ว รูปทรงของผลไม่สวยงามนัก จะออกแบนๆ เมื่อมีคนขอซื้อผลสุกไปรับประทานจาก “ยายกล่ำ” ปรากฏว่ารสชาติหวานอร่อยมาก ซึ่ง “ยายกล่ำ”

บอกไม่ได้ว่าต้นพันธุ์มีความเป็นมาอย่างไร ปู่ย่าตาทวดปลูกเอาไว้แต่โบราณแล้ว ชาวบ้านในย่าน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จึงขออนุญาต “ยายกล่ำ” เรียกชื่อมะม่วงดังกล่าวว่า “มะม่วงยายกล่ำ”ตามชื่อเจ้าของคือ “ยายกล่ำ” นั่นเอง และเรียกชื่อมะม่วงดังกล่าวว่า “มะม่วงยายกล่ำ”ตามชื่อเจ้าของคือ “ยายกล่ำ” นั่นเอง และเรียกชื่อมะม่วงพันธุ์นี้เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

6.มะปรางหวาน

มะปราง (Marian Plum) เป็นผลไม้คล้ายกับมะยงชิด เป็นผลไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เป็นทรงพุ่มทึบ ผลมีลักษณะรูปทรงไข่กลมรี เปลือกเกลี้ยงบางเป็นมัน ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน มีรสชาติมัน มียางสีใสๆ ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อสุกมีสีเหลือง หรือมีสีเหลืองอมส้ม ตามสายพันธุ์ มีเนื้อแน่นนุ่มฉ่ำน้ำ มีรสชาติหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม มีเมล็ดแข็งทรงรี สีขาวนวล หรือสีม่วงอมชมพู อยู่ข้างในเนื้อ มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการปลูกในหลายประเทศ มะปรางเป็นผลไม้พื้นบ้านของไทย มีการปลูกหลายสายพันธุ์ มีคุณประโยชน์และมีสรรพคุณ ทางยาหลายอย่าง นำมาเป็นผลไม้ใช้รับประทาน ใช้ทำเครื่องดื่มต่างๆได้

ช่วยฟอกโลหิต ช่วยป้องกันโรคความดัน ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงฟัน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน แก้น้ำลายเหนียว แก้ปวดศรีษะ ช่วยถอนพิษสำแดง แก้อาการไข้กลับ แก้อาการเจ็บคอ

7.แคนตาลูปเนื้อเหลือง

สำหรับประโยชน์ของแคนตาลูปและสรรพคุณของแคนตาลูปนั้นมีอยู่มากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโซเดียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก โดยแคนตาลูป 1 ชิ้น น้ำหนักประมาณ 250 กรัม ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ ซึ่งแคนตาลูปที่ปลูกในช่วงฤดูกาลประมาณเดือนเมษายน จะมีวิตามิน1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 และวิตามินซีมากเป็นพิเศษกว่าแคนตาลูปที่ปลูกนอกช่วงฤดูกาล ในแคนตลูปมีสารต้านอนุมูลอิสระสารที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอยู่มากจากผลการวิจัยหากท่าทานแคนตาลูปวันละ100กรัมท่านจะลดโอกาศเเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลงร้อยละ1.5เลยทีเดียวฉะนั้นถ้าท่านมีโอกาศหามาทานได้ง่ายควรบริโภคอย่างสม่ำเสมอ

แคนตาลูปถึงจะมีประโยชน์มากแต่เนื่องจากมันไม่ใช่ผลไม้ที่ปลูกได้ง่ายในบ้านเราฉะนั้นจึงมีการใช้สารเคมีจำนวณมากเลยทีเดียวที่จะคงสภาพไว้ไม่ให้เน่าและมีแมลงมารบกวน ฉะนั้นแล้วไม่ควรบริโภคติดต่อกันถ้าหากอยากบริโภคบ่อยๆ ท่านต้องมั่นใจว่าแหล่งที่มาไม่มีการใช้สารเคมี ถ้าหากท่านซื้อตามท้องตลาดทั่วไปก่อนปลอกเปลือกควรแช่น้ำเกลือและล้างให้สะอาดที่สุดเพื่อป้องกันสารพิษตกค้าง

8.มะยงชิด

มะยงชิด กับมะปรางหวาน สรรพคุณ มะปราง มะยงชิด เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและเบตาแคโรทีนสูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง เบาหวาน ความดัน เป็นต้น มะปรางมีวิตามินสูงจึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี มะปรางมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสจึงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เนื้อด้านในของเมล็ดใช้ลดกรด และฆ่าเชื้อในกระเพาอาหาร รวมถึงใช้บดผสมน้ำทารักษาอาการอักเสบของบาดแผล รักษาแผลติดเชื้อ มะยงชิด กับมะปรางหวาน คือไม้ผลชนิดเดียวกัน แต่แตกต่างในเรื่องสายพันธุ์ ชาวนครนายก เรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “มะยงชิด” จังหวัดสุโขทัย

ถือเป็นแหล่งปลูกมะปรางหวาน-มะยงชิดที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มะยงชิดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติและคุณลักษณะใกล้เคียงกับมะม่วง แต่มีผลขนาดกะทัดรัดสะดวกต่อการรับประทานสามารถรับประทานได้ทันที ไม่ต้องผ่านการปอกหรือหั่นดังเช่น ผลไม้ชนิดอื่น นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย โดยคนไทยนิยมให้มะยงชิดเป็นของกำนัลในโอกาสต่าง ๆ

9.มะม่วงเขียวเสวยสุก

มะม่วงเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในและนอกประเทศ สามารถรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้และมหาชนกที่ส่งออกจนเป็นที่ยอมรับของผู้ที่นิยมรับประทานผลไม้ทั่วโลก นอกจากคุณค่าทางโภชนาการแล้ว มะม่วงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ หากรับประทานมะม่วงครึ่งผล (ขนาดกลาง) ทั้งดิบหรือสุก จะได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มเบต้าแคโรทีน ฟีนอลลิก และฟลาโวนอยด์ และยังพบ กรดแกลลิค แมงจิเฟอริน และ ฟลาโวนอยด์อื่นๆ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือลดความเสี่ยงใน การเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามะม่วงแก้วมีฤทธิ์ดีที่สุดในการต้านอนุมูลอิสระ โดยได้ผลดีกว่าวิตามินซี และในสัตว์ทดลองพบว่ามีค่าความสามารถในการขจัดอนุมูลอิสระในเลือดเพิ่มขึ้น การศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองถึงฤทธิ์ในการปกป้องและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของสมอง พบว่าสารสกัดน้ำจากมะม่วงน้ำดอกไม้สุกในขนาด 100-200 mg/kg ของน้ำหนักตัว และสารสกัดแอลกอฮอล์ในขนาด 12.5-50 mg/kg ของน้ำหนักตัว มีฤทธิ์เพิ่มการเรียนรู้ และพบว่าความหนาแน่นของเซลล์ประสาทของสมองส่วน hippocampus ในสัตว์ทดลองเพิ่มขึ้น

ส่วนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับ พบว่าสารสกัดน้ำจากมะม่วงมีฤทธิ์ยับยั้งการทำลายเซลล์ตับที่เกิดจากภาวะ oxidative stress ในหนู นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารสกัดน้ำจากมะม่วงมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่พบว่ามีฤทธิ์อ่อน ส่วนการศึกษาฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด พบว่าใยอาหารจากมะม่วงที่ความเข้มข้น 9.0% มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด งานวิจัยอีกเรื่องเกี่ยวกับฤทธิ์เพิ่มระดับไขมันในเลือด พบว่าการรับประทานมะม่วงเขียวเสวยทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยเบาหวาน

10.สับปะรดภูเก็ต

สับปะรด จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะแร่แมงกานีสที่ช่วยเสริมสร้างความเจริญเติบโต และควบคุมการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด รวมทั้งช่วยเผาผลาญสารอาหารต่างๆ ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย นอกจากนี้ สับปะรดยังมีวิตามินซี ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง จึงช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง รวมทั้งช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และโรคเหงือกได้ ที่สำคัญ กากใยอาหารในสับปะรดยังมีส่วยช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดคอเลสเตอรอล และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดอีกด้วย คุณประโยชน์ของสับปะรดยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีคุณค่าทางสมุนไพรในการช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย อาทิ โรคบิด โรคนิ่ว ช่วยบรรเทาอาการแผล เป็นหนอง และช่วยขับปัสสาวะ ที่สำคัญคือ สับปะรดมีเอนไซม์บรอมีเลน

ซึ่งมีสรรพคุณช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ หากนำสับปะรด 1 ผลมาปอกเปลือกและตัดตาให้เรียบร้อย นำมาตำผสมกับใบโหระพา 1 กำมือ แล้วคั้นกรองเอาแต่น้ำ ให้ผู้สูงอายุดื่ม คราวละ 1 ถ้วยกาแฟหลังอาหารเย็นทันที จะช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และกระดูกให้แข็งแรงได้ หรือถ้านำสับปะรดทั้งเปลือก 1 ผล กับสารส้มบดประมาณครึ่งช้อนกาแฟ นำมาต้มรวมกันโดยใส่น้ำเปล่าพอท่วมสับปะรด ต้มจนสับปะรดเปื่อยแล้วกรองเอาแต่น้ำดื่ม ประมาณ 1 ถ้วยกาแฟ วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าเย็น หากอยู่ระหว่างแพทย์ควบคุมปริมาณน้ำ ก็ให้ดื่มในปริมาณที่แพทย์กำหนด ช่วยรักษาอาการไตวายอักเสบได้ด้วย

CR. angang

Facebook Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.